|
facebook

การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงของโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พัชราภรณ์ เนียมมณี
      รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยลักษณ์ อัตรธีรวงศ์

บทสรุปสำหรับผู้บริหำร
          วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้มี 3 ประการคือเพื่อระบุปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงกับผู้ประกอบรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้งผู้จัดจาหน่ายและศูนย์จาหน่ายรถยนต์ ประเมินปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในแง่ของโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเสนอแนวทางในการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการศึกษานี้เริ่มจาก (1) การศึกษาโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ (2) การจัดทาแบบสอบถามและสารวจผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (3) จัดทาแบบสอบถามและสารวจผู้จาหน่ายและศูนย์จาหน่ายรถยนต์ (4) การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์ปัจจัย (5) ระดมสมอง ผู้ประกอบการเพื่อประเมินกลุ่มปัจจัยเสี่ยงในแง่โอกาสและผลกระทบ (6) ประมวลผลแบบสอบถาม (7) การสัมภาษณ์เบื้องต้นซึ่งได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับกลางของบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ เกี่ยวกับปัจจัยที่ มีผลกระทบความเสี่ยง (8) ประมวลผลแบบสอบถามและสรุปผลการสัมภาษณ์ (9) จัดทาแบบสัมภาษณ์และสัมภาษณ์ผู้ประกอบรถยนต์ เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงของปัจจัยสาคัญที่มีผลต่อความเสี่ยงของผู้ผลิต (10) สัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ (11) สรุปการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาและเสนอแนะแนวทางในการดาเนินการของภาครัฐเพื่อบรรเทาความเสี่ยงให้กับอุตสาหกรรมนี้
          งานวิจัยนี้ศึกษาโดยเฉพาะผู้ประกอบรถยนต์นั่ง/รถกะบะ (ซึ่งจะเรียกว่า ผู้ประกอบรถยนต์) ผู้จัดจาหน่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (อาจมีการผลิตทั้งชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์) เท่านั้น รวมทั้งมุ่งเน้นไปที่โซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 กลุ่มหลักคือ ผู้จัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ผู้ประกอบรถยนต์ และผู้จัดจาหน่ายรถยนต์ โซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนคือ (1) อุตสาหกรรมต้นน้า ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนารถยนต์และชิ้นส่วน การออกแบบและผลิตผลิตภัณฑ์ การผลิตแม่พิมพ์และการผลิตเครื่องมือ (Tooling) และ การผลิตชิ้นส่วนขั้นพื้นฐาน เช่น น็อต เป็นต้น (2) อุตสาหกรรมกลางน้า ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน การผลิตระบบย่อย และการผลิตระบบหลักเพื่อป้อนโรงานประกอบรถยนต์ รวมทั้งการประกอบรถยนต์ และ (3) อุตสาหกรรมปลายน้า ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจาหน่ายรถยนต์ในประเทศ เช่น ผู้แทนจาหน่าย ศูนย์จาหน่ายรถยนต์ เป็นต้น รวมทั้งผู้ส่งออกรถยนต์ไปยังต่างประเทศ
          จากการสารวจพบว่าในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้านั้นประเทศไทยังขาดในส่วนนี้อยู่ โดยเฉพาะการวิจัยพัฒนารถยนต์และการออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์ รวมทั้งต้องมีการนาเข้าวัตถุดิบในการผลิตต่าง เช่น เหล็ก เป็นต้น สาหรับผู้ประกอบในการโซ่อุปทานยานยนต์ของประเทศไทยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ (1) ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 2 และ 3 เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบมาผลิตเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานหรือนาชิ้นส่วนพื้นฐานมาประกอบเป็นชิ้นส่วนหรือระบบย่อยของชิ้นส่วน ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 2 และ 3 เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบทางอ้อม ให้กับบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ (2) ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับบริษัทผู้ประกอบรถยนต์โดยตรง จึงถือว่าผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบทางตรง (3) ผู้ประกอบรถยนต์ และ (4) ผู้จัดจาหน่าย
           ผู้ประกอบรถยนต์จะวางแผนการผลิตและจัดทาแผนการสั่งซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 โดยจะได้รับคาสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 3 เดือนรวมกับยอดพยากรณ์จานวนหนึ่งสาหรับเดือนที่ 4 - 12 จากนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 จะใช้ข้อมูลทั้งหมดนี้ในการวางแผนการผลิตชิ้นส่วน และวางแผนการสั่งซื้อเพื่อส่งต่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 2 และ 3 ต่อไป สาหรับการจัดส่งชิ้นส่วนหรือระบบย่อยของชิ้นส่วนนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 2 และ 3 จะส่งชิ้นส่วนหรือระบบย่อยของชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 ในลักษณะเป็น Batch แต่สาหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 จะมีการนาสินค้าเพื่อเข้าสู่สายการผลิตของผู้ประกอบรถยนต์ด้วยวิธี Milk run โดยวิธีการจัดเรียงสินค้าเข้าสู่สายการผลิตมี 3 ลักษณะคือ (1) ส่งเป็นแบทช์ (Batch) (2) เรียงสินค้าตามลาดับการผลิต (Sequential) และ (3) เรียงเป็นชุดประกอบรถยนต์ (Supply kit or kit set) ผู้ประกอบรถยนต์บางรายอาจมีการจ้างเหมา (Outsource) ให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทาหน้าที่บริหารสินค้าคงคลังให้กับผู้ประกอบการขนส่ง และทาหน้าที่ในการขนส่งชิ้นส่วนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 ไปยังคลังสินค้าและขนส่งสินค้าจากคลังเข้าสู่สายการผลิตด้วยระบบคัมบัง
          ระดับการจัดการความเสี่ยงในโซ่อุปทาน โดยแบบเป็น 5 ระดับคือ มีการจัดการความเสี่ยงภายในหน่วยงาน มีการจัดการความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานภายในบริษัท มีการจัดการความเสี่ยงระหว่าง Supplier กับบริษัท มีการจัดการความเสี่ยงระหว่างบริษัทกับลูกค้า และมีการจัดการความเสี่ยงตลอดทั้งโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์ จากการศึกษาพบว่า บทบาทของผู้ประกอบที่แตกต่างกัน ขนาดของสถานประกอบการที่แตกต่างกัน และสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติที่แตกต่างกัน ไม่ทาให้ระดับการจัดการความเสี่ยงในโซ่อุปทานแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาบทบาทของผู้ผลิตชิ้นส่วนพบว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 1 เน้นการจัดการความเสี่ยงกับ Supplier และลูกค้า ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่สองเน้นการจัดการความเสี่ยงกับ Supplier และการจัดการความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานภายในบริษัท ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนลาดับที่ 3 เน้นการจัดการความเสี่ยงกับ Supplier และการจัดการความเสี่ยงภายในหน่วยงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกระดับไม่เน้นที่จะจัดการความเสี่ยงตลอดโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ค่อนข้างจะมีการจัดการความเสี่ยงภายในหน่วยงานมากกว่าผู้ประกอบการขนาดเล็ก กรณีของบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติจะมีการจัดการความเสี่ยงกับลูกค้ามากที่สุด แต่บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะมีการจัดการความเสี่ยงภายในองค์กรมากที่สุด สาหรับผู้จัดจาหน่ายซึ่งประกอบด้วยผู้จาหน่ายและศูนย์รถยนต์นั้นมีระดับการจัดการความเสี่ยงและวิธีการจัดการความเสี่ยงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยผู้จัดจาหน่ายทั้งสองกลุ่มนี้มีการจัดการความเสี่ยงระหว่างบริษัทกับลูกค้ามากที่สุด รองลงมาคือการจัดความเสี่ยงภายหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานในองค์กร
          การวิเคราะห์ปัจจัยสาหรับผู้จัดจาหน่ายพบว่าสามารถแบ่งกลุ่มปัจจัยเสี่ยงของผู้ผลิตชิ้นส่วนออกเป็น 5 กลุ่มคือ (1) วัตถุดิบและกระบวนการจัดส่งและการผลิต (2) ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ (3) การตลาดและลูกค้า (4) ด้านกระบวนการจัดการผลิต และ (5)ด้านเทคโนโลยี สาหรับผู้จัดจาหน่ายสามารถแบ่งกลุ่มปัจจัยเสี่ยงออกเป็น 10 กลุ่มคือ (1) ด้านความต้องการของลูกค้า (2) ด้านสภาพตลาดและเศรษฐกิจ (3) ด้านพนักงานและการวางแผน (4) ด้านโลจิสติกส์ (5) ด้านความเชื่อมโยงภายในบริษัทและความเชื่อมโยงกับคู่ค้า (6) ด้านนโยบายภาครัฐบาล (7) ด้านการจัดหา-จัดส่งรถยนต์และค่าใช้จ่าย (8) ด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ (9) ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ และ (10) ด้านการขาดแคลนรถยนต์ เมื่อมีการประเมินถึงโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงในแต่ละกลุ่มพบว่า สาหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้น ปัจจัยเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่มยกเว้นด้านเทคโนโลยีมีโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบและกระบวนการผลิตมีทั้งโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบต่อความเสี่ยงในโซ่อุปทานสูงที่สุด สาหรับผู้จัดจาหน่าย ปัจจัยเสี่ยง 4 กลุ่มได้แก่ ด้านความต้องการของลูกค้า ด้านสภาพตลาดและเศรษฐกิจ ด้านความเชื่อมโยงภายในบริษัทและความเชื่อมโยงกับคู่ค้า และด้านนโยบายภาครัฐบาลเป็นกลุ่มที่มีโอกาสและผลกระทบความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะปัจจัยในกลุ่ม 2 กลุ่มคือ ด้านความต้องการของลูกค้าและด้านสภาพตลาดและเศรษฐกิจ มีโอกาสและความเสี่ยงสูงที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการควรให้สนใจและหาทางป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มดังกล่าวนี้ให้มากขึ้น
          สาหรับวิธีการหรือมาตรการในการป้องกันความเสี่ยง ส่วนมากผู้ประกอบการจะมีแนวทางในการลดความเสี่ยงโดยเน้นในเรื่องของการลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในโซ่อุปทานมากที่สุด รองลงมาคือเน้นเรื่องของการลดผลกระทบของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและการส่งผ่านความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวทางในการลดความเสี่ยงเพิ่มเติมในการศึกษานี้ ได้แบ่งออกเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงภายในโซ่อุปทานและภายนอกโซ่อุปทาน สาหรับการลดความเสี่ยงภายในโซ่อุปทานสาหรับผู้ผลิตชิ้นส่วน ได้แก่ (1) ควรมีการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (Local part) ให้มากขึ้น (2) ควรมีการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบภายในประเทศ (3) ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและนาเครื่องจักรเข้ามาใช้แทนแรงงานคน และ (4) ควรมีการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศตลอดทั้งโซ่อุปทาน การลดความเสี่ยงภายในโซ่อุปทานสาหรับผู้จัดจาหน่ายได้แก่ (1) ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลการขายและความพร้อมในการจัดส่งระหว่างผู้ประกอบรถยนต์และผู้จัดจาหน่ายรถยนต์ และ (2) ควรมีการร่วมกันเพื่อประเมินความเสี่ยงภายในโซ่อุปทานที่จะมีผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์ของลูกค้าภายในประเทศสาหรับการลดความเสี่ยงภายนอกโซ่อุปทานสาหรับผลิตชิ้นส่วน ได้แก่ (1) การศึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการพึงพาน้ามันเชื้อเพลิงโดยเปลี่ยนมาใช้พลังงาน (2) การออกแบบโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่น (3) การมีขั้นตอนในการจัดการความเสี่ยง และ (4) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ในการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
          สาหรับผู้จัดจาหน่ายนั้นแนวทางการลดความเสี่ยงภายนอกได้แก่ (1) มีการร่วมกันเพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์ของลูกค้าภายในประเทศ (2) ควรมีตัวแทนผู้ประกอบการหรือมีเวทีให้ผู้ประกอบการร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะทางเลือก (3) ควรมีตรวจสอบ (Monitor) ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มากระทบทางด้านปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ (4) การมีขั้นตอนในการจัดการความเสี่ยง และ (5) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ในการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
          สาหรับหน่วยงานภาครัฐควรมีนโยบายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ดังนี้ (1) การส่งเสริมและยกระดับฝีมือแรงงานเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและรองรับเทคโนโลยีในอนาคตและนโยบายที่เน้นการพัฒนาบุคลากรทั้งระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา (2) การสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อใช้เรื่องจักรแทนแรงงานคน (3) การปรับกฎระเบียบ ขั้นตอนและอัตราภาษีในเรื่องการนาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อจะได้การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตและเทคโนโลยีในการออกแบบ (4) การสนับสนุนในการสร้างศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการในประเทศได้พัฒนาขึ้น (5) การผ่อนปรนมาตรการทางภาษีที่จัดเก็บกับชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบแก่ผู้ประกอบการ และ (6) ในการออกมาตรการหรือนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ควรมีการหารือและประเมินผลกระทบของมาตรการหรือนโยบายกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้สะท้อนความคิดเห็นถึงความเป็นไปได้ของมาตรการ และวิธีการในการจัดการความเสี่ยงอันเนื่องจากมาตรการหรือนโยบายนี้


Created by:      rcadmin
Created Date:   04/03/2557 

Attachments:
Download this file (Analysis of Factors_pachrapon.pdf)Analysis of Factors_pachrapon.pdf[ ]5251 Kb